บทที่ 10 อยู่ที่ความพอดี

ตอนที่ 10 อยู่ที่ความพอดี

“พี่ภูมิเพื่อนพี่ทำเสี้ยนแทงตูดแดนอีกแล้ว ครั้งก่อนก็ถอนหมอย คราวนี้ดูสิตูดแดนแดงหมดเลย” ไอ้คนขี้ฟ้องเอี้ยวหน้าหันหลังกลับมาแล้ววิ่งเอาตูดไปอวดให้ภูมิทัศน์ดูทันที

“น้อย ๆ หน่อย ฉันปลุกนายตั้งนาน ไม่ยอมตื่นเอง ฉันลากกลับเข้ามานอนในห้องนี่ก็ดีเท่าไหร่แล้ว รู้อย่างนี้ปล่อยให้นอนตากยุงอยู่คนเดียวข้างนอกก็ดีหรอก”

“เอาล่ะ ๆ ถ้าแค่เสี้ยนตำก็แล้วไป ผมคิดว่าคุณ...ทำอะไรน้องแดนซะอีก” ภูมิทัศน์มีสีหน้าผ่อนคลายลงมาก เจ้าของบ้านพักขยับไปก้มลงใช้มือลูบลงบนก้นนิ่มอย่างทะนุถนอม

หลังจากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ จนหลุดจากข้อสงสัยว่าผมไปทำมิดีมิร้ายเจ้าเด็กหน้าหนา หายางอายบนหน้าไม่ได้แล้ว ผมจึงกลับเข้ามาจัดการกางมุ้งเพื่อเข้านอน หากแต่ไอ้เจ้าเด็กกะล่อนมันกลับคลานดุ๊ก ๆ มุดเข้ามามุ้งแคบแล้วล้มตัวลงนอนด้านข้าง

“นี่ ทำไมไม่ไปนอนกับพี่ภูมิของนาย”

“ขอนอนด้วย”

“เฮ้อออออ” ผมส่ายหัวให้เจ้าตัวปัญหา แล้วยื่นมือออกไปกดสวิตช์ปิดไฟภายในห้องจากนั้นล้มตัวลงนอน โดยไม่ได้สนใจเจ้าเด็กแดนดินอีก

เช้าวันที่สองของการลางานมาพักร้อนนอนท่ามกลางธรรมชาติ ผมยังไม่ทันเปิดเปลือกตาขึ้นมารับแสงแรกยามเช้า ความรู้สึกอึดอัดเหมือนคนถูกผีอำคืบคลานเข้ามาหา สยดสยองและสยิวกว่า เมื่อไอ้ผีลามกมันจกมือเข้าไปในกางเกงนอนของผม

“นี่! นายทำบ้าอะไรเนี่ย” ผมสะบัดเปลือกตาลืมขึ้นมาเห็นไอ้ผีผ้าห่มนอนซุกอยู่ใต้ซอกรักแร้ แขนขาเกี่ยวพันพร้อมด้วยมือข้างหนึ่งนั้นล้วงหายลงไปขยำพวงไข่ผมเล่น

“ปั้นข้าวเหนียว ง่ำ ๆ อร่อยที่สุดเลย” ไอ้เจ้าเด็กทะลึ่งนอนละเมอ น้ำลายยืดหยดจนเปียกเสื้อของผมรำพึงออกมา

“ปั้นข้าวเหนียวบ้าอะไร นี่มันไข่ฉัน” ผมยกมือขึ้นมาผลักไอ้เจ้าเด็กขี้เซาออกไปให้ห่างจากตัวเอง จากนั้นรีบลุกขึ้นแล้วพุ่งดิ่งตรงไปยังห้องน้ำทันที มีอย่างที่ไหนมานอนกำไข่คนอื่นอย่างนี้

“ไอ้เด็กเวร...แล้วจะเอาลงยังไงวะเนี่ย” ผมก้มลงมองท่อนเอ็นที่มันดันลุกชัน ตั้งขึ้นมาเป็นลำแข็งโด่ ก่อนจะต้องใช้ความพยายามส่วนตัว ในการทำให้อารมณ์อันพลุ่งพล่านนั้นกลับมาสงบราบเรียบตามเดิม

“เอาวะ โลกสวยด้วยมือเรา..”

ตอนสายภูมิทัศน์ขอตัวออกไปช่วยชาวบ้าน ขึ้นนั่งร้านเตรียมทำโรงเรือนสำหรับปลูกผักออร์แกนิกอย่างเคย ผมเลยต้องเอาชีวิตฝากติดไว้กับไอ้เจ้าเด็กแดนดินอีกหนึ่งวัน

“วันนี้จะไปไหน” ผมเดินเข้ามายืนกอดอก มองรถกระบะสีซีดที่เจ้าเด็กนี่เคยเกือบขับมันบี้หัวผม ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกัน

“วันนี้เอาไข่ไปส่งร้านค้า”

“ร้านค้าในเมืองเหรอ”

“อืม ฟาร์มของเรามีร้านเป็นของตัวเองอยู่ในตลาดกลาง แล้วก็มีพวกร้านค้า ร้านขายของชำ สั่งไข่จากฟาร์มเราไปขาย ปกติเรามีรถขนไข่ไปส่ง แต่วันนี้มีออเดอร์ผักสดให้เอาไปส่งในจังหวัด เราเลยต้องเอาไข่ไปส่งเอง”

“ปกตินายไปส่งเองทุกครั้งเหรอ”

“เปล่า...นี่ครั้งแรก” ยิ้มกว้างนั้น ไม่ได้ช่วยให้ผมรู้สึกสบายใจเลยแม้แต่น้อย

ผมจัดแจงเข้าไปช่วยคนงานยกไข่ ซึ่งจัดวางใส่แผงมัดเรียงกันเป็นตั้ง เอาขึ้นไปวางไว้ตรงท้ายกระบะสนิมกร่อน นอกจากไข่ยังมีผักสด ผักใบเขียวปลอดสารพิษอีกหลายตะกร้า หนึ่งในบรรดาแม่ ๆ ของเจ้าหนูแดนดินเดินหอบกระติบข้าวเหนียวกับตะกร้าของกินมาให้ ทำอย่างกับพวกเราจะเข้าป่าไปยังถิ่นทุรกันดารอย่างนั้นแหละ

รถกระบะ ที่กระจกด้านข้างยังเป็นแบบใช้มือหมุนก้านปรับระดับกระจก และทุกอย่างภายในรถคันนี้ใช้ ระบบอัตโนมือ ในการควบคุมทั้งสิ้น วันนี้ผมอาสาขอทำหน้าที่เป็นโชเฟอร์แทนไอ้หนุ่มตีนผี เพราะยังจำรสชาติความหวาดเสียวในการนั่งรถตั้งแต่วันแรกได้ ที่สำคัญผมยังไม่อยากตาย ทั้งที่ยังหาเมียไม่ได้ ขับมาได้เพียงไม่กี่กิโลเมตร

แดนดินเปิดกระติบจกข้าวเหนียวออกมาปั้นเป็นก้อน จิ้มกินกับปลาส้มย่างในห่อใบตอง ปากร้องพร่ำว่า อร่อยจังเลยไม่มีหยุด แถมยังใจดีหันมาป้อนผมสลับกัน

"ชอบกินข้าวเหนียวมากเหรอ" ผมถามคนที่เพิ่งปั้นข้าวเหนียวขนาดพอดีคำป้อนใส่ปากมาให้

"อืม อร่อยดี ยิ่งเป็นข้าวเหนียวของมีสุขฟาร์ม กินกับอะไรก็อร่อย"

ข้าวเหนียวปั้นใหญ่แนมด้วยปลาส้มง่าย ๆ ถูกยัดใส่เข้าไปในปาก ผมเหลือบตามองกระพุ้งแก้มตุง ของคนที่นั่งเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ แล้วอดคิดเปรียบเทียบไปถึงเด็กวัยรุ่นส่วนมากในตัวเมืองกรุงเทพที่มักชอบไปนั่งตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด หรือพวกร้านชาบูหรูหราไม่ได้ 

อันที่จริงความสุข ความสบายใจมันอาจเกิดขึ้นกับเราง่าย ๆ เพียงแค่เรารู้จักตัวเอง รู้จักคำว่าพอดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป